Horror

          มหาวิทยาลัยราชภัฏแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยน้องใหม่ในบรรดามหาวิทยาลัยของรัฐอีกหลายๆ แห่ง แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าประวัติและความเป็นมาของ "มหาวิทยาลัยราชภัฏ" นั้น ใช่ว่าจะใหม่แกะกล่องตามไปด้วย 

เพราะกว่าที่จะมีการยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ย้อนไปตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งในฐานะ "วิทยาลัยครู" ทำหน้าที่เป็นสถาบันหลักในผลิตแม่พิมพ์และพ่อพิมพ์ของชาติ จนมาเป็น "สถาบันราชภัฏ" ที่แผ่กิ่งก้านขยายสาขาวิชาต่างๆ รองรับความต้องการด้านการศึกษาของท้องถิ่น กระทั่งกลายมาเป็น "มหาวิทยาลัยราชภัฏ" ในปัจจุบัน
 

 


          มหาวิทยาลัยบางแห่งหากนับรวมอายุแล้ว เก่าแก่กว่าร้อยปีด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง ท่าม กลางความสำเร็จ ความยินดีของรุ่นพี่จบไป รุ่นน้องที่เตรียมเข้ามาแทนที่

         
สิ่งที่เหลือทิ้งไว้คือความทรงจำ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น บอกเล่าต่อๆ กันไปรุ่นสู่รุ่น บางเรื่องอาจจะถูกลบเลือนไปตามเวลา แต่บางเรื่องถูกหยิบยกมาเล่าขานต่อกันไปจนเป็น "ตำนาน" หรือเรื่องเล่าคู่คณะ หรือมหาวิทยาลัยของตัวเอง

         
"มหาวิทยาลัยราชภัฏ" ก็เช่นกัน หลายแห่งมีตำนานร่ำลือต่างๆ นานา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ มีประวัติสืบต่อกันยาวนาน ย่อมจะมีเรื่องเล่าขานต่างๆ นานา หลายเรื่องอาจเป็นเรื่องที่ชาวมหาวิทยาลัยเคยได้ยินกันจนคุ้นหู หรือบางเรื่องอาจจะยังเพิ่งเคยได้ยินกันก็มี ซึ่งเรื่องราวต่อไปนี้ ได้รวบรวมมาจากทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ที่ถ่ายทอดให้ฟังพอเป็นสังเขป

         
เริ่มจาก "มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา" ที่เดิมในรัชสมัยพระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนสุนันทาเป็นที่ประทับของพระมเหสี พระราชธิดา และเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน 32 ตำหนัก และต่อมาเป็นสถานศึกษาสำหรับกุลสตรี ในชื่อโรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย

 

          ด้วยความเก่าแก่ของอาคารต่างๆ ที่ปัจจุบันกลายมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จึงเป็นต้นเหตุของเรื่องเล่ามากมายของเหล่านักศึกษาโดยว่ากันว่า หากไปถามลูกสวนสุนันทาทุกคนว่าแม่ชื่ออะไร ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตนพระบรมราชเทวี" ซึ่งเป็นพระนามของพระมเหสีในรัชกาลที่ 5 ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาทุกคนนับถือเป็นแม่ ซึ่งคำตอบเดียวกันนี้ ยังเป็นสิ่งที่นักเรียนต้องท่องจำให้ขึ้นใจ เพราะเป็นคำตอบที่นักศึกษาปี 1 ต้องเจอในการสอบสัมภาษณ์ด้วย

         
ในส่วนอาคารเก่าแก่ หรือตำหนักเก่าที่เป็นที่พักของสนมในรัชกาลที่ 5 ซึ่งจากเดิมมีหลายอาคารแต่โดนรื้อทิ้งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งขณะนี้เหลือเพียงตึกเดียวเป็นตึกที่อยู่บริเวณริมทางเดิน ที่เชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

        
ซึ่งเป็นตึกเก่าริมรั้ว ปัจจุบันเป็นตึกของสาขาดนตรีไทย และมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า บ่อยครั้งที่ในเวลากลางคืนจะมีเสียงระนาด หรือดีไม่ดี ก็จะเป็นเสียงดนตรีไทยเต็มวง ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็ชวนขนลุกได้เหมือนกัน

         
นอกจากนั้นก็ว่ากันว่าที่ใต้อาคารเป็นคุกเก่า สำหรับขังข้าทาส วันดีคืนดีก็จะมีคนเห็นไฟเปิดอยู่ มีคนเดินไปมา ซึ่งตึกนี้แทบจะเป็นตึกเก่า แก่ตึกเดียวที่เหลืออยู่เพราะเล่ากันต่อๆ มาว่า มีอาถรรพ์ หากคิดจะรื้อทิ้งมักจะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเสมอ

 

          และสถานที่ที่น่าจะรู้จักกันดีในสวนสุนันทาอีกแห่งคือ "เนินพระนาง" ซึ่งเป็นเนินดินลักษณะคล้ายภูเขา หลายคนบอกว่า เป็นหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลก นอกจากนั้นยังมีอีกเนินด้านหลังอาคารคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งจะมีศาลพระภูมิอยู่ เล่ากันต่อมาว่า ใครไปบนที่นั่นต้องเอาผ้าแพรสีแดงกับมะพร้าวติดไปด้วย ส่วนใหญ่ที่นิยมกันคือบนให้เรียนจบให้สอบผ่าน

         
ถัดมาที่บึงใหญ่กลางมหาวิทยาลัย มีเรื่องน่าแปลกว่า ใครที่อุตริเล่นพิเรนทร์กระโดดลงไปเล่นน้ำในบึงดังกล่าวจะเรียนไม่จบ แต่ขณะเดียวกัน บึงนี้กลับเป็นบึงที่นักศึกษาหลายคนที่บนบานไว้ขอให้เรียนจบ นิยมมาโดดน้ำแก้บนหลังเรียนจบไปแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นดาราหนุ่มมาดกวนที่รู้จักกันดี "เต๋า สมชาย เข็มกลัด" ว่ากันว่าดาราหนุ่มโดดน้ำแก้บนในบึงนี้ด้วยเหมือนกัน

         
เลาะรั้วต่อมาที่มหาวิทยาลัยคู่ขวัญ "มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต" ซึ่งเก่าแก่ไม่แพ้กัน มีเรื่องเล่าว่า

         
ตึกเรียนรวม อาคาร 11 ซึ่งนักศึกษาแทบทุกคนจะต้องมีโอกาสได้แวะเวียนไปเรียน ที่นั่นมีเรื่องเล่าจากศิษย์เก่าให้ฟังว่า ตึกนี้ขณะที่ก่อสร้าง มีคนงานตกลงมาเสียชีวิตระหว่างนั่งอยู่ที่ระเบียง ทำให้การก่อสร้างหยุดชะงัก ถึงขั้นต้องจ้างบริษัทก่อสร้างใหม่เข้ามาทำงานต่อ แต่เมื่อทำถึงชั้น 5 ต้องเปลี่ยนบริษัทกันใหม่อยู่หลายบริษัทจึงจะสร้างเสร็จ" ดังนั้น จะพบว่า ตั้งแต่บันไดชั้น 5 ขึ้นไป ความกว้างของขั้นบันไดจะแคบลงเรื่อยๆ ทางขึ้นจะชันมาก"

 

          หรือที่ตั้งของสำนักโพลชื่อดัง "สวนดุสิตโพล" ซึ่งเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว สีเขียวอ่อน แต่หากสังเกตดีๆ ที่ด้านข้างใกล้ฟุตปาธ จะมีลูกกรงเหล็กอยู่ มีเรื่องเล่าลือต่อๆ กันมาว่า อาคารนี้เคยใช้เป็นคุกเก่าสำหรับขังนัก โทษ และว่ากันว่าหากใครคิดหรือทำอะไรผิด มาเดินผ่านแถวนี้จะเห็นหรือได้ยินเสียงแปลกๆ แถวนี้

         
เช่นเดียวกันที่อาคาร 1 ตึกศิลปกรรม ซึ่งเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ขวางประตูทางเข้า ประตู 1 ซึ่งอดีตเป็นหอสำหรับเล่นดนตรี ไทยของชาววัง เล่าต่อกันว่ากลางค่ำกลางคืนใครเดินผ่านไปมามักจะได้ยินเสียงดนตรีไทยลอยมา

         
และที่บ่อน้ำหน้าโฮมเบเกอรี่ ซึ่งขนานกับตึก 1 ว่ากันว่ามักจะมีเต่ามาเดินเล่นให้เห็นอยู่บ่อยๆ แต่เชื่อว่า ใครเผลอไปทัก ดีไม่ดีจะเรียนไม่จบเอาง่ายๆ 

 

          นอกจากนั้นยังมีศาลพระภูมิประจำสถาบัน หรือที่เรียกกันว่า ศาลพ่อปู่ ที่นักศึกษาใหม่ ทุกรุ่นจะต้องไปเคารพสักการะ เชื่อกันว่า หากนักศึกษาคนใดต้องการที่พึ่งพิงทางใจในเรื่องต่างๆ สามารถมาขอกับพ่อปู่ได้ แต่มีคำเตือนห้อยท้ายว่า "ห้ามบน"

         
ข้ามมายัง มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ก็มีเรื่องเล่าทำนองเดียวกันว่า สระน้ำขนาดใหญ่ด้านหน้าตึก 4 จะมีบ่อปลาบึกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยอาศัยอยู่ แต่หากวันดีคืนดี ใครเห็นปลาบึกว่ายอยู่ในน้ำล่ะก็ อาจจะถึงคราวเคราะห์ เรียนไม่จบซะอย่างงั้น

         
นอกจากนั้นที่หอส้มตำ ซึ่งเป็นโรงอาหารด้านหน้าคณะมนุษยศาสตร์ ด้านข้างจะมีสะพานไม้อยู่ หากคู่รักคู่ไหนเดินกันไปเป็นอันต้องเลิกกันทุกราย

         
ส่วนเรื่องลี้ลับของ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อันมีที่มาเก่าแก่โบราณ ก็ชวนให้ขนลุกอยู่ไม่น้อยเสียงยืนยันจากรุ่นพี่รุ่นน้องชาวนิเทศศาสตร์ที่นี่ว่า

         
ตึกคณะนิเทศศาสตร์ ช่วงเย็นๆ จะไม่มีใครกล้าขึ้นไปชั้น 15 คนเดียว เพราะอาจได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ หรือได้ยินเสียงคนใส่รองเท้าส้นสูงเดินอยู่ใกล้ๆ หรือบางครั้งเข้าห้องน้ำแล้วมองออกไปที่กระจกก็จะเห็นผู้หญิง ผมยาวยืนก้มหน้าอยู่ แต่พอเปิดประตูออกไปก็ไม่พบใครเลย

         
เรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แม้คนที่เล่าจะไม่ได้มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องเล่าที่มีทั้งคนเชื่อ และไม่เชื่อ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งในความทรงจำร่วมกันของใครหลายคน ยามเมื่อนึกหวนไปถึงสีสันของช่วงชีวิตในวัยศึกษาเล่าเรียน...

ที่มา : เด็กดีดอทคอม